SHORT BOOK · DONE FOR YOU

คุณอาจไม่ต้องสร้างของใหม่เลย

ของที่คุณมีอยู่แล้ว อาจแค่ยังไม่ได้ขายให้คนที่จ่ายไหว

ผมทำ Short Book ให้คนอื่นมาพักใหญ่แล้ว

และเกือบทุกครั้ง สิ่งที่เปลี่ยนผลลัพธ์ ไม่ใช่การสร้างของใหม่
แต่คือการหาให้เจอว่า ของที่เขามีอยู่แล้ว ควรขายให้ใคร


หากคุณคือหนึ่งใน 2 กลุ่มนี้...

กลุ่ม A

มีของแล้ว แต่ขายไม่ออก

ทำคอร์สเสร็จ ทำ e-book เสร็จ ลงแรงไปเยอะ แต่ยอดนิ่ง และไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ที่ตัวสินค้า ที่ราคา หรือที่วิธีเล่า

กลุ่ม B

มีประสบการณ์ แต่ไม่รู้จะขายอะไร

รับ coaching / ที่ปรึกษา / บริการ ได้สบาย แก้ปัญหาให้คนมานับไม่ถ้วน แต่พอจะทำของขาย กลับคิดไม่ออกว่าจะเริ่มตรงไหน

ไม่ใช่คุณไม่เก่งนะ

สองกลุ่มนี้ติดเรื่องเดียวกัน คือ มีของอยู่ในมือแล้ว แต่ยังไม่ถูกแปลงเป็นเงิน


ขั้นที่คนส่วนใหญ่ข้ามไป

ลองสังเกตดู เวลาคนจะทำของขาย ลำดับมักเป็นแบบนี้

คิดว่าอยากทำอะไร → ทำเลย → เสร็จแล้วค่อยหาว่าจะขายใคร

ทำแบบนี้ไม่ผิดอะไร และเป็นวิธีที่เกือบทุกคนใช้

แต่นี่แหละคือเหตุผลที่ของดีๆ ขายไม่ออกเต็มไปหมด

เพราะกว่าจะรู้ว่าไม่มีคนซื้อ ก็ลงแรงไปหมดแล้ว

ในตลาดที่เขาไปไกลกว่าเรา คนที่ทำของแบบนี้จริงจังจะไม่เริ่มจากคำถามว่า “อยากทำอะไร”

เขาเริ่มจากคำถามว่า “ของแบบนี้ควรมีอยู่ไหม” แล้วเช็กให้ผ่านก่อน ค่อยลงมือ

และในไทยยังแทบไม่มีใครทำขั้นนี้

ผมเรียกการเช็กนั้นว่า “เช็ก 3 ชั้น” เดี๋ยวเล่าให้ฟังข้างล่างว่าแต่ละชั้นคืออะไร

ของที่ผ่าน 3 ชั้นมาแล้ว ต่างจากของทั่วไป 2 อย่าง

1 · ขายง่ายกว่าและเร็วกว่า
เพราะมันไปตอบสิ่งที่คนกำลังเจ็บอยู่จริง ไม่ต้องใช้คำโฆษณาหนักๆ มาช่วยดัน

2 · ต่อยอดได้ทันที ไม่ต้องรอ
ถ้าวางไว้ตั้งแต่ต้นว่าจะพาคนไปไหนต่อ คนที่ซื้อของชิ้นแรกจะเดินมาคุยเรื่อง coaching หรือที่ปรึกษาเอง โดยที่คุณไม่ต้องไล่ตาม

ข้อสองนี่แหละที่คนมองข้ามบ่อยที่สุด

ของชิ้นเล็กไม่ได้มีไว้ทำเงินก้อนโต มันมีไว้หาคนที่ใช่ให้เจอ แล้วของที่ทำเงินจริงคือสิ่งที่ตามมาทีหลัง


สิ่งที่คุณจะถืออยู่ในมือตอนจบ

จบจากตรงนี้ คุณกำลังมี 4 อย่างที่ตอนนี้ยังไม่มี

1
คำตอบว่า “ของที่ควรขายคืออะไร ขายให้ใคร”ชัดจนอธิบายให้คนอื่นฟังได้ใน 2 ประโยค
2
Short Book ที่เขียนเสร็จแล้ว พร้อมขายไม่ใช่โครง ไม่ใช่ร่าง ไม่ใช่การบ้านที่ต้องไปทำต่อ
3
หน้าขายที่คุณทำเองได้และทำใหม่ได้อีกกี่ครั้งก็ได้ โดยไม่ต้องจ้างใคร
4
ทางขายต่อรู้ว่าคนที่ซื้อของชิ้นแรกแล้ว ควรถูกชวนไปไหนต่อ

และสิ่งที่หายไป

คุณจะเลิกถามตัวเองว่า “เอ๊ะ อันนี้ขายได้ไหมนะ”
เพราะคุณจะรู้เหตุผลว่าทำไมมันขายได้ ไม่ใช่แค่หวังว่ามันจะขายได้


สองเคสจาก Zoom 1 on 1

ทั้งสองเคสปกปิดชื่อและรายละเอียดที่ระบุตัวได้ เก็บไว้เฉพาะสิ่งที่เอาไปใช้ต่อได้ และผมจะไม่เล่าเกินจริง ทั้งคู่เพิ่งผ่าน Zoom วินิจฉัย ยังไม่ใช่เรื่องของผลลัพธ์

เคสที่ 1 · เธอมีลูกค้าที่จ่ายแพงกว่ารออยู่แล้ว แต่ไม่ได้เปิดประตู

ครูสอนงานฝีมือคนหนึ่ง อดีตนักออกแบบภายใน

เธอคิดว่าปัญหาคือคอร์สยังไม่ดีพอ หรือยังโปรโมทไม่มากพอ

พอเปิด Zoom วินิจฉัย มีประโยคหนึ่งหลุดออกมา

“เคยมีองค์กรทักมาเอง ขอให้ไปสอนพนักงาน 20 คน เอางานศิลปะไปทำให้เกิดสมาธิ”

แล้วประโยคถัดมาคือ

“แต่ไม่เคยนำเสนอแนวนี้อีกเลย”

เธอไม่ได้ยิงโฆษณา ไม่ได้เสนอขาย ไม่ได้ทำอะไรเลย
เขาหาเธอเจอเอง แล้วมันถูกปล่อยผ่านไปเฉยๆ

ลองเทียบให้เห็นชัด ทั้งที่เป็นของชิ้นเดิม ทักษะเดิม ธีมเดิม

คอร์สที่ขายอยู่องค์กรที่ทักมาแล้วปล่อยผ่าน
ลูกค้าซื้ออะไรทักษะ “อยากทำเป็น”ผลลัพธ์กับคน “พนักงานได้พัก”
เจ็บ หรือ อยากได้อยากได้ ยังไม่เจ็บเจ็บ และมีคนต้องรับผิดชอบ
ความเร่งด่วนไม่มี เลื่อนไปทั้งชีวิตก็ได้มีปฏิทินจริง กิจกรรมไตรมาส ปิดงบ
ใครจ่ายตัวเอง จ่ายจากเงินสนุกองค์กร จ่ายจากงบที่ตั้งไว้แล้ว
ต้องขายกี่ครั้งถึงได้เงินก้อนหลายสิบถึงร้อยคน1 ดีล

และของที่เคยเป็นภาระ กลายเป็นข้อได้เปรียบทันที

ชุดอุปกรณ์ที่ทำให้คอร์สออนไลน์กำไรบาง เพราะต้องแพ็ค ต้องส่ง พอเป็นงานองค์กร มันคือ “ค่าอุปกรณ์ต่อหัว คูณ 20” ที่บวกเข้าใบเสนอราคาได้ตรงๆ

เราไม่ได้เปลี่ยนของเลยสักชิ้น
เราเปลี่ยนแค่ “คนที่จ่าย”

เคสที่ 2 · ไอเดียที่เธอคิดเองไม่ผ่านสักตัว แล้วคำตอบอยู่ในสิ่งที่ทำทุกวัน

อาจารย์ท่านหนึ่ง อดีตผู้บริหารระดับภูมิภาคในบริษัทข้ามชาติ

เธอเดินเข้ามาพร้อมไอเดียหลายตัวที่คิดไว้แล้ว เอามาวางเรียง แล้วให้คะแนนทีละข้อตามเกณฑ์

ผลคือ ไม่ผ่านสักตัว

ไอเดียกว้างเกินไป ชนกับของฟรีที่มีเต็มอินเทอร์เน็ต และไม่มีเหตุการณ์อะไรที่บังคับให้คนต้องแก้ปัญหานี้วันนี้ ตัวที่ดูดีที่สุดยังต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะเห็นผล ซึ่งนานเกินกว่าคนจะรอ

จนถามคำถามหนึ่ง

“เวลาโค้ชคนจริงๆ นาทีแรกที่นั่งลงตรงหน้าเขา คุณทำอะไร”

คำตอบที่ได้คือ

“มีชุดคำถาม 5 ข้อ ที่ถามก่อนเปิดสไลด์ทุกครั้ง ใช้มาตลอด”

ห้าคำถามนั้น เธอใช้ทุกวัน มาสิบกว่าปี มันคือสิ่งที่ทำให้คนที่ภาษาไม่คล่อง ยังพรีเซนต์ให้ผู้บริหารต่างชาติฟังรู้เรื่อง

และเธอไม่เคยคิดว่ามันเป็นของที่ขายได้

ของที่แพงที่สุดของเรา
มักโดนเราเองปัดทิ้ง ด้วยคำว่า “ก็แค่...”

สองเคสนี้คนละโลกกัน แต่จบเหมือนกัน

  • ทั้งคู่ มีของอยู่ในมือแล้ว
  • ทั้งคู่ มองไม่เห็นเอง
  • ทั้งคู่ ไม่ต้องไปเรียนอะไรเพิ่มเลย

ไม่ใช่เพราะเขาไม่เก่ง ตรงกันข้ามเลย เขาเก่งจนของแพงกลายเป็นอากาศ


“เช็ก 3 ชั้น” คืออะไร

เวลาของขายไม่ออก เรามักโทษสิ่งเดียว คำโฆษณาไม่ดี รูปไม่สวย ยังโปรโมทไม่พอ ราคายังไม่ใช่

ผมนั่งวินิจฉัยมาตั้งแต่ งานวิจัยพัฒนาอาหาร คลินิกทันตกรรม การดูแลผู้สูงอายุ งานฝีมือ ไปจนถึงการพรีเซนต์ในบริษัทข้ามชาติ

คนละวงการกันทั้งหมด แต่ของที่ขายไม่ออกมักตกที่เดียวกัน 3 จุด

1
เป็นปัญหาจริง ไม่ใช่แค่ “อยากได้”ของที่ขายง่ายคือของที่ไปหยุดความเจ็บ ไม่ใช่ของที่ฟังแล้วน่าสนใจดี · ถ้าไม่มีใครเจ็บ ก็ไม่มีใครรีบจ่าย
2
มีเหตุการณ์ที่บังคับให้ต้องแก้ตอนนี้ถ้าเลื่อนไปเดือนหน้าก็ได้ คนจะเลื่อนตลอดไป · ต้องรู้ว่าเขาจะนึกถึงของคุณตอนไหนของชีวิต
3
มีสัญญาณว่าตลาดจ่ายจริงไม่ใช่เดาเอาเอง แต่ไปดูตลาดที่เขาไปไกลกว่าเรา ว่าของแบบนี้มีคนจ่ายจริงไหม ราคาประมาณไหน และขายด้วยมุมอะไร
กฎ: ถ้าตกทั้ง 3 จุดพร้อมกัน → ต่อให้แก้คำโฆษณาก็ไม่พอ

นี่คือเหตุผลที่หลายคนแก้เซลเพจซ้ำแล้วซ้ำอีก จ้างคนเขียนใหม่ ลองรูปใหม่ แล้วยอดยังไม่ขยับ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก

เราจะเริ่มจาก 3 ชั้นนี้ทุกครั้ง ก่อนจะแตะเรื่องทำของ
และตอนวาง ผมจะคิดเผื่อไว้ด้วยว่า คนที่ซื้อของชิ้นแรกแล้ว ควรถูกชวนไปไหนต่อ จะได้ไม่ต้องย้อนกลับมาคิดใหม่ทีหลัง


“แต่ผมไม่เหมือนคนอื่น...”

“ผมมีสินค้าอยู่แล้ว จะเข้าไปทำไมอีก”

ของที่มีอยู่แล้วคือวัตถุดิบชั้นดีที่สุด เพราะมันบอกได้ว่าอะไรไม่เวิร์ก เคสที่ 1 ข้างบนคือกลุ่มนี้เป๊ะ และเราไม่ได้รื้อของเธอทิ้งเลยสักชิ้น

“ผมไม่มีคนตาม ไม่มีเพจ ทำไปก็เท่านั้น”

เคสที่ 2 คนตามหลักร้อย จัดสัมมนาแล้วไม่มีคนมา สิ่งที่ต้องมีคือประสบการณ์จริง ไม่ใช่จำนวนคนตาม

“ผมไม่รู้เรื่องเทคนิคเลย”

ไม่ต้องรู้ โบนัสสองข้อพาทำตั้งแต่ศูนย์ ทั้งหน้าขายและโฆษณา

“เคยจ้างคนทำมาแล้ว ไม่เวิร์ก”

ส่วนใหญ่ที่จ้างมาคือจ้าง “ทำของ” ซึ่งข้ามขั้นวินิจฉัยไป ถ้าตอบไม่ได้ว่าขายให้ใคร ของที่ทำออกมาสวยแค่ไหนก็ยังขายไม่ออก

“ผมไม่มีเวลา”

เวลาที่คุณต้องใช้จริงๆ คือ 2 ชั่วโมง ที่เรานั่งคุยกัน ที่เหลือเป็นงานผม คุณแค่ดูแล้วบอกว่าตรงไหนยังไม่ใช่


ผมทำอะไรให้บ้าง

1
วินิจฉัยเราคุยกัน แล้วหาว่าของที่ควรขายคืออะไร ขายให้ใคร
2
ผลิตให้จนเสร็จผมเขียน Short Book ให้ แก้จนคุณพอใจ พร้อมขายจริง
3
วางทางขายกลยุทธ์การขาย + ของที่ขายต่อได้หลังจากนั้น

สิ่งที่คุณกำลังได้

1

Zoom วินิจฉัย 1 ต่อ 1

ถ้าคุณยังไม่มีของ เราจะขุดหาสิ่งที่คุณมองข้าม แบบที่เกิดกับสองเคสข้างบน

ถ้าคุณมีของแล้วแต่ขายไม่ออก เราจะเอาของเดิม ตลาดเดิม มาหามุมขายใหม่ ไม่ต้องรื้อทิ้งแล้วเริ่มใหม่

2

ผมเขียน Short Book ให้จนจบ พร้อมขาย

  • แก้ ปรับ จนคุณพอใจ
  • วาง 2 ทางเลือกท้ายเล่มให้ด้วย ทางที่หนึ่งเขาเอาไปทำเองต่อ ทางที่สองเขาเดินกลับมาหาคุณ (ถ้าคุณรับ coaching / ที่ปรึกษา / บริการ ได้อยู่แล้ว นี่คือทางที่ทำเงินจริง)
  • พร้อมแนะนำกลยุทธ์การขาย
3

โบนัส · เซลเพจที่ทำเองได้ โดยไม่ต้องรู้เรื่องเทคนิค

  • ดูผมทำจริงทีละขั้น
  • ได้ skill ที่ช่วยเขียนคำโฆษณาหน้าขายให้
  • ต่อด้วยเครื่องมือที่ทำหน้าเว็บออกมาจริง โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเลยสักบรรทัด
4

โบนัส · ยิงโฆษณาเป็น แม้ไม่เคยยิงมาก่อน

  • skill ช่วยคิดรูปและข้อความโฆษณาให้ทั้งชุด
  • skill พาตั้งค่าโฆษณาทีละขั้นตามสูตร
5

โบนัส · 100k Blueprint

กลยุทธ์การทำเงินทั้งเส้น ตั้งแต่ของตัวแรกไปจนถึงของที่ทำเงินจริง อัปเดตล่าสุด



คนที่เคยเรียนวิธีคิดนี้กับผมบอกว่า

คำชมชุดนี้มาจากคลาส Micro Book / Mini Course ที่ผมสอน ไม่ใช่ลูกค้าที่ให้ผมทำให้
ผมเอามาให้ดูเพราะมันคือวิธีคิดชุดเดียวกับที่เราจะใช้ในห้อง Zoom
“เหมือนได้หาตัวเอง ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น
มาลองนั่งคิดประสบการณ์ แล้วเรามองข้ามอะไรไปเยอะเลย”
คำชมจากผู้เรียน คำชมจากผู้เรียน คำชมจากผู้เรียน คำชมจากผู้เรียน

ราคา

ผ่อน 0% นาน 10 เดือน
฿690 / เดือน
รวม ฿6,900
เหมาะกับคนที่อยากเก็บเงินสดก้อนไว้ใช้ยิงโฆษณาตอนของเสร็จ
โอนเต็ม
฿6,500
จบทีเดียว ไม่มีอะไรผูกพัน

เริ่มเมื่อไหร่

สมัครแล้วนัดคุยได้ทันที ไม่ต้องรอรอบ

เราคุยกัน 2 ชั่วโมง จบในครั้งเดียว

จากนั้นผมลงมือทำต่อทันที และคุณจะได้เห็นร่างแรกก่อน ไม่ใช่รอเงียบจนเสร็จหมดแล้วค่อยเห็นทีเดียว

ถ้าออกมาแล้วยังไม่ใช่

ผมปรับให้จนกว่าคุณจะพอใจ

ไม่ใช่ส่งครั้งเดียวแล้วจบ ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่ายังไม่ใช่เสียงคุณ หรือยังไม่ตรงกับที่คุยกันไว้ บอกมาได้เลย ผมแก้ให้

ปรับได้ไม่จำกัดรอบ ภายในสิ่งที่เราตกลงกันไว้ตอนคุย

คิดอีกมุมหนึ่ง

ราคานี้ไม่ใช่ค่าจ้างทำของ

ลองคิดดู ถ้าคุณลงมือทำเองแล้วเลือกผิดตั้งแต่ต้น สิ่งที่เสียไม่ใช่เงินค่าทำของ แต่คือ เวลาอีกหลายเดือนกับของที่ขายไม่ออก บวกกับค่าโฆษณาที่ยิงไปกับของที่ยังไม่ควรยิง

เคสที่ 1 ปล่อยประตูที่เปิดรออยู่แล้วผ่านไป โดยไม่รู้ตัว

คำถามไม่ใช่ว่าราคานี้แพงไหม
คำถามคือของแบบนั้น มีอยู่ในมือคุณกี่ชิ้นแล้วที่ยังไม่ได้เปิด

รอบนี้เปิด 5 ที่

ผมนั่งคุยเองทุกคน ครั้งละ 2 ชั่วโมง ไม่ได้ส่งต่อให้ใครทำแทน

เต็มแล้วผมปิดรับ

แล้วค่อยดูอีกทีว่าจะเปิดเพิ่มได้เมื่อไหร่

และผมขอบอกตรงๆ ไว้ก่อน

รอบต่อไปยังไม่มีกำหนด และเมื่อเปิดอีกครั้ง ราคาจะเป็น ฿9,900 เต็ม

ไม่ใช่การขู่ให้รีบ แต่เพราะของที่ให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากรอบก่อน และเวลาที่ผมนั่งเองต่อคนก็เท่าเดิม

ราคาจำนวน
รอบนี้฿6,500 (โอน) / ฿6,900 (ผ่อน)5 ที่
รอบต่อไป฿9,900 เต็มยังไม่มีกำหนด

ถ้าคุณเป็นแบบนี้ ยังไม่ต้องซื้อ

ผมอยากให้คุณได้ของที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ปิดการขาย

ยังไม่เคยแก้ปัญหาให้ใครจริงจังZoom วินิจฉัยจะไม่มีวัตถุดิบให้ขุด
อยากได้ระบบที่ทำเงินโดยไม่ต้องลงมือเลยผมเขียนเล่มให้ได้ แต่การขายยังต้องมีคุณอยู่ในนั้น
อยากได้ผลภายในสัปดาห์นี้ตัวนี้ไม่ใช่ทางลัด มันคือการวางฐานให้ถูกตั้งแต่แรก

ก่อนคุณปิดหน้านี้

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ แปลว่าคุณมีของอยู่จริง

คนที่ไม่มีของจะไม่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ เขาปิดไปตั้งแต่หัวข้อแรกแล้ว

สิ่งที่คุณขาดไม่ใช่ความสามารถ และไม่ใช่ความพยายาม คุณลงแรงมาเยอะกว่าคนส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ

สิ่งที่ขาดคือคนนอกที่มองเข้ามาแล้วบอกได้ว่า ของชิ้นไหนควรขาย และขายให้ใคร

ซึ่งเป็นสิ่งที่คนที่อยู่ในเรื่องมานาน มองไม่เห็นด้วยตัวเองเกือบทุกคน

อีกสามเดือนข้างหน้า คุณจะยังถือของชิ้นเดิมที่ยังไม่ได้เปิดขาย หรือจะรู้แล้วว่ามันควรไปอยู่ในมือใคร

เลือกได้เลย

เริ่มยังไง

พิมพ์คำว่า “ทำให้” ทาง LINE

ผมยังไม่ได้ขออะไรมากกว่านั้น ไม่ต้องตัดสินใจตอนนี้
แค่ทักมา แล้วเราดูกันว่าเหมาะไหม

ถ้าไม่เหมาะ ผมจะบอกตรงๆ ครับ

👉 พิมพ์ “ทำให้” ทาง LINE